มาแกว่งแขน ลดพุง ทำได้ทุกที่...กับกีฟฟารีน

แกว่งแขน ลดพุง ทำได้ทุกที่

          "แกว่งแขน" เป็นกิจกรรมที่ทำง่าย ทำเองได้ทุกที่ ต้องทำด้วยตัวเองให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ สำคัญต้องอยู่ที่ใจ เมื่อคุณอ่าน Blogger นี้เสร็จแล้วต้องทำ ทำทันทีเลยค่ะเวลาไหนก็ได้ แต่ถ้าหลังจากทานอาหารอิ่มมาใหม่ๆๆ ก็อย่าเพิ่งให้ข้าวเรียงเม็ดเสียก่อนนะค่ะ....อิอิอิ ก่อนที่จะบอกวิธีแกว่งแขน จะขอเล่าประสบการณ์ ว่าทำไมต้องแกว่งแขน ให้ทุกท่านมองเห็นก่อน
               ประสบการณ์เรื่องการแกว่งแขน จากเป็นคนนอนไม่ค่อยหลับ จึงทำให้พักผ่อนน้อย พฤติกรรมนี้ทำบ่อยๆๆ มากขึ้นทำให้ความดันโลหิตสูง เกือบต้องหามเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นจำต้องหาทางออกให้กับตัวเอง พอดีมาเจอเพื่อนที่เป็นพยาบาล เล่าให้ฟังว่ามีคนไข้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและคอเรสตรอรอลสูง ได้หายจากโรคดังกล่าวภายใน 3 เดือน โดยการแกว่งแขน 2,000 ครั้งต่อวัน ทุกวัน ตอนแรกก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไร ทำบ้างไม่ทำบ้าง (ขี้เกียจมั้ง อิอิอิ) หรือเหตุอะไรก็ไม่ทราบ ก็คือไม่ค่อยสนใจทำค่ะ
              ต่อมาอีกหลายเดือน ได้มีโอกาสออกพื้นที่เข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านนี้ไม่ค่อยได้ไปเพราะเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีปัญหา ราษฎรมีสุขภาพดี ก็ได้พบกับคุณลุงคนหนึ่ง ที่ศาลาวัด คุณลุงก็อายุ 83 ปี แต่มีสุขภาพและท่าทาง ไม่ต่างจากคนอายุ 40 ปี การเคลื่อนไหวร่างกายว่องไว พูดจากเสียงดังฟังชัด อารมณ์ดี หัวเราะ ยิ้ม ทักทายคนทุกคน มิหนำซ้ำยังขับรถ ไปไหนมาไหนได้เอง ก็เลยถามคุณลงว่ามีเคล็ดลับในการบำรุงสุขภาพร่างกาย อย่างไร คุณลุงบอกว่า "ลุงแกว่งแขนทุกวันๆ ละ 1,000 ครั้ง
             ก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที(กลัวตายมัง) ว่าแกว่งแขนเป็นอย่างไร เลยค้นหาข้อมูล ตามหนังสือ ในอินเตอร์เน็ตบ้าง ก็พบบทความเกี่ยวกับการแกว่งแขน ...... ละ...แล้วนางก็เริ่มฝึกการแกว่งแขนในบ้านเลยค่ะ ก่อนนอน 15 นาที จะแกว่งแขน จำนวน 1,000 ครั้ง ทุกวัน จะนอนหลับสบาย นอนหลับสนิททุกคืน
             อาการอีกอย่างหนึ่ง คือเหนื่อยง่าย ซึ่งขณะกำลังแกว่งแขนจะกลั่นหายใจประมาณ 30 รอบของการแกว่งแขน ทุกๆๆการแกว่งแขน 100 ครั้ง จากนั้นก็ปล่อยลมหายใจออกมา รู้สึกว่าความร้อนจะวิ่งจากต้นคอขึ้นไปทั่วสมอง นี่หรือเปล่าที่ทำให้เส้นเลือดในสมองได้มีโอกาสออกกำลังกาย คือให้มีการยืดหยุ่น ทำให้รักษาความดันโลหิตสูงได้ ขณะเดียวกัน อาการเหนื่อยง่ายก็หายไปเลย... ต่อไปก็จะพูดถึงวิธีการแกว่งแขนนะค่ะ

วิธีการแกว่งแขน
   - ยืนแยกเท้าเท่าความกว้างของไหล่ ย่อเข่าเล็กน้อย
   - แขนทั้งสองแนบลำตัว
   - ปลายลิ้นแตะเพดานบน
   - ยกแขนทั้งสองไปข้างหน้า 
   - แล้วผลักแขนทั้งสอง ไปข้างหลัง 
   - แล้วให้แขนกลับมาเองโดยธรรมชาติ ทำเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป
   - บริเวณลำคอและไหล่ควรจะผ่อนคลาย หลับตาเพ่งสมาธิ ไปกับการนับจำนวนครั้งในการแกว่งแขน
   - การแกว่งแขนทุกๆ 100 ครั้ง ควรมีการกลั้นลมหายใจ จำนวน 30 ครั้ง ของการแกว่งแขน
   - ควรแกว่งแขนต่อเนื่องกันวันละ 500 ครั้ง สำหรับผู้ที่ต้องการให้ร่างกายแข็งแรง และ1,000 ครั้ง ต่อวัน สำหรับผู้มีโรคประจำตัว
          เวลาในการแกว่งแขนที่ดีที่สุด คือก่อนอาบน้ำตอนเย็น หลังการแกว่งแขนทุกครั้ง ฝ่ามือทั้งสองจะมีพลังงาน สะสมอยู่ ให้เอาฝ่ามือทั้งสองถูกันให้เกิดความร้อน แล้วให้ลูบบริเวณที่เราต้องการรักษา เช่น หัวใจ ท้อง หรือจมูก คอ เมื่อเป็นหวัด
          การแกว่งแขนไม่ได้มีประโยชน์แค่ ลดพุงอย่างเดียว แต่ยังรักษาโรคได้อีก มีโรคอะไรมาดูกันนะค่ะ
1.ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก
2.ระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดี
3.เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย
4.ช่วยลดน้ำหนัก
5.ลดความดันโลหิตสูง ลดการสะสมของไขมัน รักษาน้ำตาลในกระแสเลือด ชะลอการเสื่อมของเข่า และลดอาการปวดคอ บ่า ไหล่จากออฟฟิสอินโดม
6.ลดไขมันท้องแขน

      สำหรับสาวๆๆ หลายคนที่ต้องการที่จะลดน้ำหนัก แต่ทำอย่างไรก็ไม่ลด ไม่เป็นไร!!!! เรามีอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ไม่ต้องคิดมาก


สุดยอดผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยกระชับสัดส่วน สร้างกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนักได้อย่างต่อเนื่อง


Citrimax (ซิตรีแม็กซ์) ผลิตภัณฑ์จากกีฟฟารีน ที่เปลี่ยนไขมันในร่างกายของคุณเป็นกล้ามเนื้อ น้ำหนักจะลด หุ่นจะเฟิร์ม จัดมื้อละ 2 เม็ด เช้ากะเย็น... สารสกัดนำเข้าจากอเมริกา ลดการสะสมไขมัน เพิ่มการเผาผลาญ



 โซย่า - เวย์ โปรตีน
เป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโน 8ชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ขาดโปรตีน หรือผู้ที่รับประทานเจ หรือมังสะวิรัติ
นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยให้รับประทานแทนมื้ออาหาร
และยังใช้สำหรับผู้ทีต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ให้รับประทานก่อนออกกำลังกาย 1 ชม.
และยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก โดยรับประทานระหว่างมื้ออาหาร
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรตีนสกัดเข้มข้นจาก ถั่วเหลืองและนม ชนิดผง (ตรากิฟฟารีน)
ส่วนประกอบ กิฟฟารีน โซย่า-เวย์ โปรตีน ที่สำคัญโดยประมาณใน 1 ซอง
โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง 72.91% (7.47 ก.)
โปรตีนสกัดเข้มข้นจากนม 23.64% (2.42 ก.)
แคลเซียมคาร์บอเนต 1.97% (0.20 ก.)
แอล-เมโธโอนีน 0.59% (60.6 มก.)
วิธีรับประทาน กิฟฟารีน โซย่า-เวย์ โปรตีน
: รับประทานวันละ 1 ซองพร้อมมื้ออาหาร โดยผสมผลิตภัณฑ์ 1 ซองในอาหาร หรือเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น ข้าวสวย ผัดผัก
ต่าง ๆ นม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ

ไฟโต ไฟเบอร์(Phyto -Fiber)

 กิฟฟารีน อี จี ซี จี แมกซ์ Giffarine EGCG MAXX
         ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารสกัดจากชาเชียว ชนิดแคปซูล (อี จี ซี จี 150 มก.) ตรา กิฟฟารีน ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณใน 1 แคปซูล สารสกัดจากชาเชียว (อีจีซีจี 94%) 159.57 มก. (ให้อีจีซีจี 150 มก.) ไม่มีคาเฟอีน และไม่มีสารแทนนิน ไม่ทำให้ท้องผูก ค่ะ 

 
ความรู้เกี่ยวกับชาเขียว
   ชาเขียว ให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากมายหลายประการ โดยมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดประโยชน์ (Active Health Component) ที่เรียกว่าโพลีฟีนอล (Polyphenols) หรือเรียกกันทั่วไปว่า คาเทชิน (Catechins) ซึ่ง Catechins นี้จะมีปริมาณ 30-40 % ของส่วนที่เป็นของแข็งที่สามารถสกัดได้จากใบชาเขียวแห้ง
     คาเทชินที่อยู่ในชาเขียว ประกอบไปด้วย Epigallocatechin-3-gallate (EGCG), Epicatechin-3-gallate, Epicatechin, Epigallocatechin, Gallocatechin gallate and Catechin ในทั้งหมดนี้ สารที่มีมากที่สุดคือ Epigallocatechin-3-gallate หรือ อี จี ซี จี (EGCG) ขนาดใบชาเขียวแห้ง 1 ซอง (1.5 กรัมต่อซอง) จะให้ EGCG ประมาณ 35 – 110 mg (อ้างอิงที่ 2) EGCG นับได้ว่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในชาเขียว และมีปริมาณมากที่สุด (อ้างอิงที่ 3) มีความแรงของการต้านอนุมูลอิสระมากกว่า วิตามินซี และวิตามินอี 25-100 เท่า การรับประทานชาประมาณ 1 แก้วต่อวัน จะให้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าการรับประทาน แครอท บรอคเคอรี ผักโขมและสตรอเบอร์รี ในขนาดที่รับประทานใน แต่ละมื้อ (อ้างอิงที่ 4) และมีหลายงานวิจัยระบุว่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้

1. ช่วยลดความอ้วน ด้วยกลไกของการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน (Stimulates Fat Oxidation) มีรายงานวิจัยที่มีข้อมูลสนับสนุนว่า EGCG ช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญพลังงานของเนื้อเยื่อไขมัน และมีรายงานการทดลองในคนแล้วว่า ช่วยลดความอ้วนได้(อ้างอิงที่ 5-8) นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่ทำในคนไทย โดยแบ่งผู้ที่น้ำหนักเกินเป็นสองกลุ่ม ได้รับสารสกัดชาเขียว และยาปลอม กลุ่มที่ได้รับชาเขียวมีน้ำหนักน้อยกว่า 2.7, 5.1 และ 3.3 ก.ก. ในสัปดาห์ที่ 4, 8 และ 12 ของการวิจัย (อ้างอิงที่ 9)

2. ช่วยลดไขมันในเลือด แม้จะลดไขมันในเลือดได้ไม่มากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่ดีรองรับสองงานวิจัย ในงานวิจัยแรก พบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงการดื่มชาในปริมาณปานกลางหรือปริมาณมากร่วมด้วย จะลดปริมาณ ไขมันในเลือดชนิด ไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 6 ชั่วโมงหลังทานอาหารและดื่มชา โดยลดการเพิ่มระดับของไขมันชนิด ไตรกลีเซอรไรด์ในเลือดได้ถึง 15.1-28.7% (อ้างอิงที่10) อีกงานวิจัยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาประมาณ สองถ้วยต่อวัน สามารถลดไขมันในเลือดชนิดโคเลสเตอรอลลงได้เล็กน้อย (119.9 เป็น 106.6 มก./ดล.) แต่ก็มีนัยสำคัญทางคลินิก (อ้างอิงที่ 11)

3. ช่วยโรคเส้นเลือดอุดตัน มีรายงานวิจัยว่า สารสำคัญในชาเขียว สามารถลดการหดเกร็งของเส้นเลือดฝอย ลดการเกิดตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดฝอย ทำให้ลดอุบัติการณ์ของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด (Myocardial Infarction) และอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดตีบตัน (Stroke) (อ้างอิงที่ 12-16) นอกจากนี้ EGCG ยังเป็นตัวยับยั้งการเกิด การสันดาป Oxidation ของโคเลสเตอรอล ทำให้ลดการเกิด การสะสมสร้างตะกอน (Plaque) ในเส้นเลือดจากโคเลสเตอรอล ทำให้ลดการเกิด เส้นเลือดแข็งตัวตีบตัน (Atherosclerosis) และลดอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (Coronary Atherosclerosis) (อ้างอิงที่ 17-19) ในงานวิจัยในสัตว์ทดลองยังลดการเกิดเส้นเลือดในปอดตีบตัน (Pulmonary Thrombosis) อีกด้วย (อ้างอิงที่ 15) ส่งให้เป็นผลดีต่อสุขภาพของหลอดเลือดหัวใจ ไม่นานนี้มีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในคนญี่ปุ่น พบว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียว จะลดการเกิดโรคเส้นเลือดทางสมองทั้งโรคเส้นโลหิต ในสมอง แตก (Cerebral hemorrhage) และเส้นเลือดสมองตีบ (Cerebral infarction) ได้จริง (อ้างอิงที่ 20)

4. ต่อต้านอนุมูลอิสระ และต่อต้านมะเร็ง (Antioxidant and Anticancer) ชาเขียวมีผลต่อการยับยั้งการเกิดมะเร็งได้หลายชนิดทั้งในคนและสัตว์ เพราะมีฤทธิ์ทางด้านการต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก จากการวิเคราะห์งานวิจัยที่เชื่อถือได้ของ Cochrane Database ตีพิมพ์ล่าสุด จำนวน 51 งานวิจัยทั่วโลก แม้จะมีจำนวนงานวิจัยที่จำกัด พบว่า การดื่มชาเขียว ลดอุบัติการณ์เกิด มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน (อ้างอิงที่ 21)
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมว่า การดื่มชาเขียวปริมาณมากยังลดการเกิด มะเร็งมดลูก (endometrial adenocarcinoma) มะเร็งเต้านม และมะเร็งถุงน้ำดี ได้อีกด้วย (อ้างอิงที่ 22-24) การดื่มชาเขียวที่ร้อนมีงานวิจัยว่า อาจเพิ่มมะเร็งหลอดอาหารใน ชาวตะวันออกกลาง ยิ่งร้อนมากยิ่งเพิ่มมาก (อ้างอิงที่ 25) แต่ก็พบว่า กลับลดการเกิด มะเร็งหลอดอาหาร ในชาวเอเชีย และสำหรับคนเอเชีย อาหารที่ร้อนจัดอื่น ๆ จะเพิ่มการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร (อ้างอิง ที่ 26-27) ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ ถ้าจะดื่มชาร้อน ก็ไม่ควรให้ร้อนจัดจนเกินไป

     ทั้งนี้ เพราะสารสกัดประเภทโพลีฟีนอลในชาเขียวมีผลยับยั้งมะเร็งจำนวนมากด้วยกลไกที่หลากหลายโดยเฉพาะสารสำคัญตัวหนึ่งในชาเขียวคือ epigallocatechin-3-gallate (EGCG) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณภาพสูงในชาเขียว ยังมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งของคนได้หลายชนิดอย่างชัดเจน ที่มีงานวิจัยในเซลล์มะเร็งของคนพบว่า สามารถยับยั้งการเจริญการแบ่งตัว และทำลายเซลล์มะเร็งของคนได้หลายชนิด ได้แก่ มะเร็งกระเพาะอาหาร (อ้างอิงที่ 28-30) มะเร็งปอด (อ้างอิงที่ 31-32) มะเร็ง ต่อมน้ำเหลืองชนิด นอนฮอดกินจ์ Human high-grade non-Hodgkin’s lymphoma (อ้างอิง ที่ 33) มะเร็งหู คอ จมูก Human head and neck squamous cell carcinoma (อ้างอิงที่ 34-35) มะเร็งตับ (อ้างอิงที่ 36-37) มะเร็งปากมดลูก (อ้างอิงที่ 38-39) มะเร็งต่อมลูกหมาก (อ้างอิงที่ 40-43) มะเร็งสมอง ชนิด Medulloblastoma (อ้างอิงที่ 44) มะเร็งเต้านม (อ้างอิงที่ 45-47) มะเร็งลำไส้ใหญ่ (อ้างอิงที่ 48-50) มะเร็งรังไข่ (อ้างอิงที่ 51) มะเร็งผิวหนังที่เกิดจากไฝ Human melanoma (อ้างอิงที่ 52) มะเร็งตับอ่อน (อ้างอิงที่ 53-54) มะเร็ง เม็ดเลือดขาวหกชนิด ได้แก่ Lymphoblastoid B cells, Myeloid leukemic cells, B cell, Multiple myeloma และ HL 60 และ HL 62 (อ้างอิง ที่ 55-59) มะเร็ง ปาก Oral carcinoma cell (อ้างอิงที่ 60) มะเร็งกระดูก (อ้างอิงที่ 61) มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (อ้างอิงที่ 62) มะเร็งท่อน้ำดี (อ้างอิงที่ 63) มะเร็งต่อมหมวกไต (อ้างอิงที่ 64)

ข้อควรระวังในการดื่มชาเขียวคือ ในชาเขียวตามธรรมชาติ มีสารคาเฟอีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ง่วงนอน จึงเป็นที่แนะนำว่า ไม่ควรรับประทาน ชา/กาแฟ ก่อนนอน เพราะจะทำให้นอนไม่หลับ และไม่ควรบริโภคในเด็ก นอกจากนี้ไม่ควรดื่มชาที่ร้อนจัด (เพราะอาจเพิ่มมะเร็งหลอดอาหารได้ จากบางวิจัยตะวันออกกลาง แม้ในเอเชียจะลดมะเร็งนี้ก็ตาม)
สารสกัดจากชาเขียว อีจีซีจี จะมีคุณประโยชน์เทียบเท่ากับการดื่มชาเขียวคุณภาพดี แต่จะมีสารคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยมากๆ คือในปริมาณ เพียง 0.05 ม.ก. ซึ่งน้อยกว่าชาเขียวที่ชงดื่มทั่วไป ถึงประมาณ 900 เท่า ทำให้ไม่มีผลต่อการกระตุ้นประสาท หรือนอนไม่หลับ แต่อย่างใด และไม่มีอันตรายหรือความเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้นจากการดื่มชา ที่ร้อนอีกด้วย

...... เป็นอย่างไรค่ะ หลังจากที่คุณได้อ่านมาแล้ว สอบถามเพิ่มเติมได้นะค่ะ ที่นี่เลยค่ะ หรือจะ Add Line ID : boonakshop ยินดีให้คำแนะนำ แล้วพบกันนะค่ะ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้นะค่ะ

http://www.shopdd.biz/modules.php?name=Shop&op=OpenShop&shop=21311




ความคิดเห็น